ยาแก้แพ้ ยาแก้ไข้หวัด ยาแก้คัดจมูก ยาแก้ไอ ยาแก้ปวดเมื่อย ยาลดความอ้วน

 

ยาแอนติฮิสตามีน

        คนทั่วไปเรียกว่า  “ยาแก้แพ้”เป็นยาที่ยับยั้งการออกฤทธิ์ของอิสตามีน
ใช้ในการบรรเทาอาการที่เกิดจากการแพ้ทั่ว ๆ ไป  อิสตามีนเป็นสารที่มีอยู่ในเซลล์ทั่ว
ร่างกาย  ซึ่งจะถูกกระตุ้นให้หลั่งออกมาเมื่อเกิดการแพ้  ทำให้มีผลต่อระบบหัวใจและ
หลอดเลือด   ต่อมต่าง ๆ ในร่างกาย  เช่น  เพิ่มการหลั่งของน้ำลาย  น้ำมูก  น้ำคัดหลั่ง
ในหลอดลม  และกรดในทางเดินอาหาร  นอกจากนี้กระตุ้นปลายประสาท  ทำให้เกิด
อาการคัน  และเป็นลมพิษ  เช่น ในคนที่เป็นหวัดหรือเป็นโรคภูมิแพ้   คือ   อาการไม่สบายที่เกิดขึ้นเมื่อไปสัมผัสหรือรับเอาสารที่แพ้เข้าไปในร่างกาย ในขณะที่คนอื่นส่วน
ใหญ่ไม่มีอาการ
          ชนิดของสารก่อภูมิแพ้
1.  โดยการสูดดม  ได้แก่  เกสรดอกไม้  ฝุ่นละอองขนสัตว์  เช่น  สุนัข  และแมว เป็นต้น
          2.  โดยการสัมผัส  ได้แก่  น้ำหอม  เครื่องสำอาง  เครื่องประดับ  และเสื้อผ้า เป็นต้น
          3.  โดยการรับประทาน  ได้แก่  ยาบางชนิด  เครื่องดื่ม  อาหารทะเล  ไข่  นมและผงชูรส  เป็นต้น
          4.  โดยการฉีดเข้าสู่ร่างกาย  เช่น  ยาเพนิซิลลิน  เป็นต้น
          5. โดยทางอารมณ์ เช่น ความเครียดของจิตใจ เป็นต้น


 

ยาแก้ไข้หวัด

          ไข้หวัดเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดทั้งในเด็กและผู้ใหญ่  เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่
ประมาณ  200 ชนิด  เชื้อไวรัสนี้อยู่ในน้ำมูก   น้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย   ติดต่อกัน
ได้ง่ายมากโดยการไอ  จาม หรือหายใจรดกัน มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 1 - 3 วัน
          ถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดา  อาหารที่พบอาจมีไข้หรือไม่มี ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตาม
ตัว  อ่อนเพลีย  คัดจมูก  น้ำมูกใส  จาม  คอแห้ง  อาจเจ็บคอเล็กน้อย  ไอแห้ง  หรือ  มี
เสมหะ  บางรายเสียงแหบ
          แต่ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่   เกิดจากเชื้ออินฟลูเอนซาไวรัส   จะมีไข้สูง   ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนและต้นขามาก  ปวดศีรษะ  อ่อนเพลีย  และเบื่ออาหาร
          ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้รักษาและป้องกันไข้หวัดโดยเฉพาะ  เป็นการรักษาตาม
อาการเท่านั้น  โดยปกติผู้ป่วยที่มีร่างกายแข็งแรง  ถ้ามีการพักผ่อนที่เพียงพอ  อาการ
จะดีขึ้นภายใน  4 - 5 วัน  แต่ถ้าหลังจาก  4  วัน มีน้ำมูกข้นหรือมีเสมหะสีเหลืองหรือ
สีเขียว  แสดงว่ามีการ  ติดเชื้อแบคทีเรีย  ถ้ารักษาไม่ถูกต้อง  จะเกิดอาการแทรกซ้อน
ตามมา  เช่น  ต่อมทอนซิลอักเสบ  หลอดลมอักเสบ  และปอดบวม  เป็นต้น   ควรไป
พบแพทย์
          การใช้ยารักษาตามอาการ
          มีไข้  ใช้ยาแก้ปวดลดไข้  เช่น  พาราเซตามอล  เป็นต้น
          มีน้ำมูก  ใช้ยาแก้แพ้  เช่น  คลอร์เฟนิรามีน  เป็นต้น
          คัดจมูก  ใช้ยาแก้คัดจมูก  ส่วนใหญ่แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาสั่งให้


 

ยาแก้คัดจมูก

          ยาแก้คัดจมูก  คือ  ยาที่ใช้ลดอาการบวมของเยื่อจมูก  ทำให้หายใจโล่ง
ลดอาการแน่นจมูก  ซึ่งเกิดจากหวัด  หรือเยื่อจมูกอักเสบ  เนื่องจากการแพ้
ประเภทของยาแก้คัดจมูก  มี  2  ประเภท
        1.  ชนิดรับประทาน  ยาออกฤทธิ์ได้นาน  และไม่เกิดอาการคัดจมูกเมื่อหยุด
ยา  แต่อาจเกิดฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ เช่น หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่ง  และความดันเลือดสูง
ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน  โรคต่อม
ธัยรอยด์ทำงานมากเกินไป  และโรคหัวใจขาดเลือด  จึงควรใช้ยาตามแพทย์สั่ง
        2.  ชนิดหยอดหรือพ่นจมูก ยาออกฤทธิ์เร็วและหมดฤทธิ์เร็ว แต่เมื่อหยุดยา
จะเกิดอาการจัดจมูกมากกว่าเดิม
        ข้อแนะนำการใช้ยาหยอดหรือพ่นจมูก
        1.  ควรใช้ในขนาดและใช้กี่ครั้ง  ตามที่บอกไว้ในฉลากกำกับยา
        2.  เมื่อหยอดยาแล้วเกิดอาการคัดจมูกมากกว่าเดิม  เปลี่ยนมาใช้ยาชนิด
             รับประทานแทน
        3.  ไม่ควรใช้ยาร่วมกับผู้อื่น
        4.  ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันนานกว่า  3  วัน
        5.  วิธีพ่น  ควรถือขวดยาตั้งตรง  แล้วบีบขวดยา  1  ครั้ง  เข้าจมูกแต่ละข้าง
              หลังจากนั้น  3 - 5  นาที  ถ้าไม่ได้ผล  ให้ยาซ้ำได้อีกครั้งหนึ่ง


 

ยาแก้ไอ

        การไอเป็นปฏิกิริยาป้องกันตนเองตามธรรมชาติของร่างกาย  เพื่อขจัดสิ่งที่ทำให้
เกิดการระคายต่อปอดและทางเดินหายใจ     การไอไม่ใช่โรคแต่เป็นเพียงอาการของโรค
เท่านั้น  ลักษณะอาการไอมี  2  แบบ คือ  ไอมีเสมหะ  และไอไม่มีเสมหะ  (ไอแห้ง)  การ
ไอมีเสมหะ  สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือปอด   ส่วนการไอไม่มีเสมหะ  เกิดจากการแพ้ฝุ่นละออง  ก๊าซ  ควัน   อากาศเย็น   หรือ   แห้ง   เกสรดอกไม้
และอื่น ๆ การรักษาอาการไอจึงต้องรักษาที่ต้นเหตุ  ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการไอเรื้อรัง
หรือมีเสมหะสีเขียว  หรือเหลือง  ควรรีบไปพบแพทย์

    ประเภทยาแก้ไอ  แบ่งเป็น  4  ประเภท
          1.  ยาระงับไอ  ยาออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมการไอที่สมอง มี  2 ชนิด  ชนิดเสพติดเช่น  โคเดอีน  เป็นต้น  และชนิดไม่เสพติด  ได้แก่  เดกซ์โทรเมทอร์แฟน  และยาแอนติฮิสตามีน  ใช้สำหรับไอแห้ง  ชนิดเสพติดเป็นยาอันตราย  ควรใช้ตามแพทย์สั่ง
          2.  ยาขับเสมหะ  ยาออกฤทธิ์กระตุ้นให้มีการขับเสมหะได้ง่าย  เช่น  ยาแอมโมเนียมคลอไรด์  ใช้สำหรับอาการไอที่มีเสมหะ
          3.  ยาละลายเสมหะ  ทำให้เสมหะมีความหนืดลงลง  ช่วยให้ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น  ใช้สำหรับอาการไอที่มีเสมหะมาก  และเหนียวข้น
          4.  ยาที่ทำให้ชุ่มคอ  ยาจะไปเคลือบผิวหลอดลม  และลดอาการระคาย  ใช้สำหรับอาการไอทุกชนิด  เช่น  ยาแก้ไอน้ำเชื่อม

ข้อแนะนำและข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ไอ

        การใช้ยาแก้ไอควรใช้ในกรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย  เช่น  อาการไอที่เกิดจากเป็นหวัดหรือการระคายทางเดินหายใจจากสิ่งแปลกปลอมภายนอก  หรือจากการแพ้สิ่งต่าง ๆ เพื่อให้การใช้ยาได้ผลดีและปลอดภัย  มีข้อแนะนำและข้อควรระวังดังต่อไปนี้
        1.  ยาระงับไอชนิดเสพติด  ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคหอบหืด  เพราะจะ
ทำให้เสมหะเหนียวข้น  และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน  10  วัน  จะเกิดการติด
ยาและดื้อยา
        2.  ยาระงับไอ  ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า  6  เดือน
        3.  ยาแอนติฮิสตามีน  ทำให้เกิดอาการง่วงซึม  จึงควรระวังในการขับขี่
ยานยนต์  และทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล
        4.  ยาขับเสมหะแอมโมเนียมคลอไรด์  ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยที่เป็น
โรคตับหรือไต
        5.  ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการไอลงได้  โดยเฉพาะอาการไอที่มีเสมหะ
        6.  ถ้ามีอาการไอเรื้อรังนานเกิน  7 - 10  วัน  ควรปรึกษาแพทย์
        7.  ถ้ามีอาการไอรุนแรง  และมีเสมหะมากเหนียวข้น  อาจใช้ยาระงับไอกับ
ยาขับเสมหะ  หรือยาละลายเสมหะ  ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

 

ยาแก้ปวดเมื่อย

เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ      พบบ่อยในชีวิต
ประจำวันของคนไทย     สาเหตุเกิดจากการทำงานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินไป    หรือจากการทำงานอยู่ในท่านั่งท่าใดนาน  ๆ     โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบท หรือกล้ามเนื้อเคล็ดขัดยอก  นอกจากนี้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออาจมีสาเหตุจากการเป็นไข้หวัด      การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
ความเครียด  และอื่น ๆ   ถ้าอาการไม่ถึงขั้นรุนแรง   ควรเลือกใช้ยาบรรเทา
อาการปวดเมื่อยที่ใช้ภายนอก  ในรูปของยาขี้ผึ้ง ยาครีม ทาถูกนวดบริเวณ
ที่เป็นมากกว่าการรับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาหม่อง ยาขี้ผึ้งแก้ปวดบวม
เป็นต้น  ยาเหล่านี้มีตัวยาสำคัญ  คือ  น้ำมันระกำ  เมนทอล   การบูร   และ
อื่น ๆ ยาจะออกฤทธิ์โดยทำให้บริเวณนั้นร้อนแดง การหมุนเวียนของเลือด
ดีขึ้น  ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว  ข้อควรระวังในการใช้  คือ ไม่ควรใช้ยาเป็น
จำนวนมาก  อาจทำให้ผิวหนังไหม้  พอง  แตกเยิ้มเป็นน้ำได้    และไม่ควร
ใช้กับผิวหนังที่เป็นแผล  ใกล้ตา  หรือเนื้อเยื่ออ่อน
                อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ      นอกจากจะใช้ยาทาถูภายนอกแล้ว
อาจใช้ความร้อนช่วยลดอาการปวดเมื่อยดังกล่าว  โดยใช้กระเป๋าน้ำอุ่นวาง
บนบริเวณที่เป็น    หรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น   บิดให้พอหมาดใช้ประคบ  เพื่อให้
เลือดมาเลี้ยงบริเวณที่ปวดมากขึ้น.

 

ยาแก้ปวดเมื่อย

เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ      พบบ่อยในชีวิต
ประจำวันของคนไทย     สาเหตุเกิดจากการทำงานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินไป    หรือจากการทำงานอยู่ในท่านั่งท่าใดนาน  ๆ     โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบท หรือกล้ามเนื้อเคล็ดขัดยอก  นอกจากนี้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออาจมีสาเหตุจากการเป็นไข้หวัด      การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว
ความเครียด  และอื่น ๆ   ถ้าอาการไม่ถึงขั้นรุนแรง   ควรเลือกใช้ยาบรรเทา
อาการปวดเมื่อยที่ใช้ภายนอก  ในรูปของยาขี้ผึ้ง ยาครีม ทาถูกนวดบริเวณ
ที่เป็นมากกว่าการรับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาหม่อง ยาขี้ผึ้งแก้ปวดบวม
เป็นต้น  ยาเหล่านี้มีตัวยาสำคัญ  คือ  น้ำมันระกำ  เมนทอล   การบูร   และ
อื่น ๆ ยาจะออกฤทธิ์โดยทำให้บริเวณนั้นร้อนแดง การหมุนเวียนของเลือด
ดีขึ้น  ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว  ข้อควรระวังในการใช้  คือ ไม่ควรใช้ยาเป็น
จำนวนมาก  อาจทำให้ผิวหนังไหม้  พอง  แตกเยิ้มเป็นน้ำได้    และไม่ควร
ใช้กับผิวหนังที่เป็นแผล  ใกล้ตา  หรือเนื้อเยื่ออ่อน
                อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ      นอกจากจะใช้ยาทาถูภายนอกแล้ว
อาจใช้ความร้อนช่วยลดอาการปวดเมื่อยดังกล่าว  โดยใช้กระเป๋าน้ำอุ่นวางบนบริเวณที่เป็น    หรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น   บิดให้พอหมาดใช้ประคบ  เพื่อให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณที่ปวดมากขึ้น.

 

ยาลดความอ้วน

        การที่จะตัดสินว่าบุคคลนี้  “อ้วน”  ดูได้จากน้ำหนักของร่างกายในขนาดความ
สูงที่มีอยู่มากกว่าค่าปกติเกินร้อยละสิบ         สำหรับค่าปกติหาได้จากการคำนวณอย่าง
คร่าว ๆ  โดยเอาความสูง  (เซนติเมตร)   ลบด้วย  100   สำหรับผู้ชาย   และลบด้วย  110
สำหรับผู้หญิง  ผลลัพธ์คือ  น้ำหนักร่างกายที่เหมาะสม
          สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอ้วน      ส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารมากเกินต้องการ  นอกจากนี้ยังเกี่ยวกับกรรมพันธุ์  สิ่งแวดล้อม  ความเครียด  ความผิดปกติใน
การทำงานของต่อไร้ท่อ   ยาบางชนิด  เช่น  ยาคุมกำเนิด   ยารักษาโรคภูมิแพ้   เป็นต้น
และขาดการออกกำลังกาย
          ความอ้วนเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคต่าง ๆ  ตามมาทีหลัง   เช่น   โรคความดันเลือดสูง  โรคเบาหวาน  และโรคไขมันเลือดสูง  เป็นต้น  จากสถิติพบว่าคนอ้วนมีอายุสั้นกว่า
คนผอม
          ยาลดความอ้วนเป็นยายอดนิยมในหมู่สภาพสตรีที่รักสวยรักงาม  เป็นยาตระกูล
เดียวกับแอมเฟตามีน    ยาจะไปกดศูนย์ควบคุมความหิว    ทำให้ไม่อยากรับประทาน
อาหาร  น้ำหนักตัวลดลงในระยะเวลาอันสั้น  ร่างกายปรับตัวไม่ทัน   ทำให้เกิดอาการ
แทรกซ้อนหลายอย่าง  เช่น  อ่อนเพลีย   เป็นลมหน้ามืด  เป็นต้น   ในบางรายอาจเสีย
ชีวิตได้
          การลดความอ้วนที่ถูกต้องควรใช้หลักตามธรรมชาติ คือ  การควบคุมอาหารที่
รับประทานให้พอเหมาะ  เลือกอาหารที่มีไขมันน้อย  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลหรือ
แป้งมาก ๆ เหล้า  เบียร์ และน้ำอัดลม  ควรรับประทานประเภทผัก  ผลไม้ให้มาก และ
มีการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง  และสม่ำเสมอ.